วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หากท่านได้รับมอบหมายจากผู้บริหารสถาบันบริการสารสนเทศให้เป็นผู้กำหนดนโยบายและจัดการสารสนเทศดิจิทัลในหน่วยงานของท่านท่านจะมีแนวทางในการดำเนินงานอย่างไร

กำหนดนโยบาย
การบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่างๆ อาทิ
- อุปกรณ์เครื่องมือและซอฟต์แวร์ งบประมาณ บุคลากร เวลา และทรัพยากรที่จัดเก็บ
- การสนับสนุนของผู้บริหาร
- การกำหนดวัตถุประสงค์และหน้าที่ของหน่วยงาน วัตถุประสงค์ในการสร้างระบบ
- ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทรัพยากร
- การพิจารณาถึงความเหมาะสม และวิเคราะห์ความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้อง
>>>กำหนดวัตถุประสงค์ของการบริการสารสนเทศดิจิทัล
๑. เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูล
๒. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาหาข้อมูลที่ได้ประสิทธิภาพ
>>>วิสัยทัศน์
           เป็นศูนย์กลางให้บริการสารสนเทศดิจิทัลทุกรูปแบบ ที่สามารถเข้าถึง แลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงกันได้รวมทั้งใช้เทคโนโลยีบูรณาการในการให้บริการสารสนเทศดิจิทัล เพื่อการสืบค้นข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการสารสนเทศดิจิทัล  
แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศ
         1. ห้องสมุดดำเนินการรวบรวมผลงานวิชาการที่เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันมาจัดทำเนื้อหาดิจิทัล โดยประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆในสถาบัน
         2. ห้องสมุดดำเนินการแปลงเนื้อหาผลงานวิชาการให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล จากต้นฉบับตัวเล่ม ไฟล์ไมโครซอฟต์เวิร์ดหรือ ไฟล์ดิจิทัลอื่นๆ
         3.  ห้องสมุดหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายดำเนินการ จัดเก็บผลงานวิชาการในรูปแบบดิจิทัลลงในฐานข้อมูลกลาง หรือคลังความรู้ของสถาบัน
        4. มีระบบจัดเก็บผลงานวิชาการรูปแบบดิจิทัลในลักษณะคลังความรู้ของสถาบัน ที่สามารถ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาดิจิทัลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
         5. มีบุคลากรผู้รับผิดชอบจัดทำคลังความรู้ของสถาบัน และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านคลังความรู้ของสถาบันโดยเฉพาะ
        6. มีบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่เชี่ยวชาญในการผลิต จัดเก็บ วิเคราะห์เนื้อหาและลงรายการเมตาดาตา สงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ และให้บริการทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล
       7. มีการกำหนดและควบคุมมาตรฐานการลงรายการเมตาเดตาในฐานข้อมูล ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอื่นได้
          8. หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานวิจัย และคณะต่างๆที่มีการจัดเก็บผลงานวิชาการของอาจารย์และบุคลากร จัดส่งสำเนาตัวเล่มหรือไฟล์ดิจิทัลมาให้ห้องสมุดดำเนินงาน
         9. มีการสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศผลงานวิชาการในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้อยู่ในสภาพคงทนถาวรอยู่ได้นาน และมีการบำรุงรักษา เครื่องมืออุปกรณ์ ให้พร้อมใช้งานและมีการสำรองข้อมูลลงในอุปกรณ์จัดเก็บและเครื่องเซิร์ฟเวอร์
    10. มีบริการเข้าถึงเนื้อหาทรัพยากรสารสนเทศผลงานวิชาการรูปแบบดิจิทัล โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และให้บริการเนื้อหาที่มีทั้งบทคัดย่อและฉบับเต็ม ดำเนินงานโดยห้องสมุด
กระบวนการจัดการสารสนเทศดิจิทัล
          ๑. สงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ
          ๒. จัดหาและรวบรวม
          ๓. ผลิตทรัพยากรสารสนเทศ
          ๔. จัดเก็บและประมวลผล
          ๕. จัดหมวดหมู่และทำรายการ
          ๖. เผยแพร่และให้บริการ
การจัดบุคลากรรับผิดชอบงานจัดการสารสนเทศดิจิทัล
          ๑. บุคลากรที่รับผิดชอบด้านงานเทคนิค
                    - นักวิชาการคอมพิวเตอร์
                    - นักวิชาการโสตทัศนศึกษา

            ลักษณะงาน
                    - ผลิต/สงวนรักษา
                    - จัดเก็บและประมวลผล
                    - สแกนเนื้อหาดิจิทัล

                    - จัดการไฟล์/ทำบุ๊กมาร์ก

                    - เชื่อมโยงลิงค์
                    - จัดการความปลอดภัย
                    - อัพโหลดไฟล์
                    - บำรุงรักษาฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์
                    - พัฒนาฐานข้อมูล
              หน่วยงานที่รับผิดชอบ
                    - ฝ่ายไอที/ฝ่ายโสตฯ
                    - ฝ่ายส่งเสริมการใช้บริการ
                    - งานจดหมายเหตุ
          ๒. บุคลากรที่รับผิดชอบด้านเนื้อหา
                    - บรรณารักษ์
                    - นักเอกสารสนเทศ
              ลักษณะงาน
                    - จัดหาและรวบรวม
                    - ผลิตทรัพยากร
                    - จัดเก็บและประมวลผล
                    - จัดหมวดหมู่และทำรายการ
                    - ให้บริการ
                    - สแกนเนื้อหาดิจิทัล
                    - บันทึกข้อมูล/ลงรายการ
                    - จัดการไฟล์/ทำบุ๊กมาร์ก
                    - อัพโหลดไฟล์
                   - ลงรายการบรรณานุกรมตามมาตรฐาน MARC Format
                    - จัดทำเมทาดาทา
                    - กำหนดหัวเรื่องและคำค้นลงฐานข้อมูล
              หน่วยงานที่รับผิดชอบ
                    - ฝ่ายวิเคราะห์ทรัพยากรฯ
                    - ฝ่ายพัฒนาทรัพยากร
                    - ฝ่ายสงวนรักษาทรัพยากร
                    - งานจดหมายเหตุ


วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทรรศนะเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการสื่อ กรณีศึกษาประเทศไทย เปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนและประเทศในกลุ่มยุโรป

สังคมความรู้ หมายถึง สังคมซึ่งใช้ความรู้เป็นทรัพยากรในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำความรู้ไปพัฒนาอย่างต่อเนื่องวิวัฒนาการการพัฒนาการเขียนในยุคต่างๆ ในอดีตทำให้เกิดการเรียนรู้จนถึงปัจจุบันสู่การใช้การสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตเป็นสถิติที่สูง ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการ และกำหนดมาตรฐานสื่อขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงได้สูงสุด
มาตรฐานการจัดการสื่อของประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขโดยด่วน สื่อประเทศไทยยังต้องได้รับการจัดการอีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าวสารบ้านเมือง ได้อย่างไม่จำกัด โดยเฉพาะปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลและมีบทบาทต่อชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเมือง เศรษฐกิจ บันเทิง สื่อเข้ามามีบทบาทในการเผยแพร่เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการกรองข้อมูลหรือข่าวสารให้ดีก่อน ส่งผลให้ผู้รับสารหรือประชาชนได้รับข่าวสารบางเรื่องที่มีความบิดเบือนไปจากเดิม เป็นผลเสียให้แก่บุคคลในข่าวหรือต่อสถาบันต่าง ๆ ภายในประเทศอีกด้วย อีกทั้งข่าวที่เผยแพร่ออกไปยังไม่ได้หยุดพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังถูกเผยแพร่ออกไปยังประเทศอื่น ๆ โดยที่ต่างประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารของประเทศไทยได้อย่างง่ายดาย ส่งผลเสียให้มีข้อมูลรั่วไหลอาจเกิดผลเสียภายในประเทศได้อีกด้วยไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยแต่ยังรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียนบางประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับประเทศเมียนมาร์ รัฐบาลเปิดให้สื่อมวลชน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นเปิดพื้นที่ให้เสนอข่าวได้อย่างเสรี มาเลเซีย สื่อถูกพัฒนาไปตามเทคโนโลยี นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา เป็นที่นิยมของประชาชนแต่บางประเทศการจัดการสื่อยังถูกจำกัดสิทธิการใช้งาน การเข้าถึง เช่น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม สื่ออยู่ภายใต้นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ช่วงหลัง ๆ สื่อถูกผ่อนปรนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นของข้าราชการระดับสูง สื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานปัญหาของรัฐบาลได้มากขึ้น ในประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มาตรฐานการจัดการสื่อยังเป็นเรื่องที่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากในสองประเทศนี้ยังต้องกำกับดูแลในเรื่องของเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ พาดพิงความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลและสถาบันคล้ายกันกับของประเทศไทย แต่ยังเน้นการใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาเป็นอันดับแรก ส่วนประเทศบรูไน สื่อยังอยู่ในการบริหารของรัฐหรือพูดอีกนัยคือ สื่อยังอยู่ในกำมือของรัฐบาล เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาล หากหน่วยงานใดได้สัมปทานไปดำเนินการก็ต้องตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ส่วนมาตรฐานการจัดการสื่อประเทศในกลุ่มยุโรปนั้น ในกลุ่มประเทศยุโรปโดยรวมมีความสามารถที่จะกำหนด ลักษณะขอบเขต การเข้าถึง ประเมิน บูรณาการใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เข้าใจเศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมที่แวดล้อมสื่อรวมทั้งผลที่เกิด จากการใช้การเข้าถึงสื่ออย่างถูกต้องทั้งทางจริยธรรมและกฎหมาย อย่างไรก็ตามประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสภาผู้บริโภคสื่อภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่หลักในการร่วมพิจารณาและจัดทำข้อเสนอแนะในนามของประชาชนในการจัดทำกฎหมาย นโยบายที่เอื้อต่อการคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ทั้งนี้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศไทยควรดำเนินการภายใต้พันธะกรณีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในการคุ้มครองสื่อที่ไม่เหมาะหรือเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Digitization of library resource standard

มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจในการปฏิบัติแปลงปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียห้องสมุด หลายหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแปลงและรายชื่อที่เหมาะสมสำหรับรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงหรือผลประโยชน์อยู่ด้านล่างห้องสมุดมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับประเทศและการปฏิบัติสำหรับแปลงเมและมาร์กอัปใจ - โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดรูปแบบการเก็บรักษาของวัสดุที่หายากและไม่ซ้ำกันและรูปแบบซันสกรีนยูวีห้องสมุดแนวทาง Digitization ชุมชน

วัสดุมาตรฐานและการปฏิบัติติดต่อ
หนังสือหายาก, ต้นฉบับและภาพ
Digitization ภาพ
ดิจิตอลบริการ Curation
โสต
รูปแบบ
บริการรักษา
เมตา
แคตตาล็อกและบริการ Metadata
ไอวี่ย์ Glendon, เมตาบรรณารักษ์
ข้อความดิจิตอลมาร์กอัปเช่น TEIมาร์กอัปข้อความ
ดิจิตอลบริการ Curation



วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ISIL - International Standard Identifier for Libraries and Related Organizations

International Standard Identifier for Libraries and Related Organizations
       
         ISIL ระบุองค์กร เช่น ห้องสมุด, เก็บ, พิพิธภัณฑ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหนึ่งในหน่วยงานใต้บังคับบัญชาของตนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการกระทำหรือบริการในสภาพแวดล้อมที่ให้ข้อมูล (เช่นการสร้างข้อมูลเครื่องอ่าน) มันสามารถใช้ในการระบุตัวตนของผู้สร้างหรือผู้ถือของทรัพยากร (เช่นวัสดุห้องสมุดหรือเก็บในที่เก็บถาวร) ISIL มีไว้สำหรับการใช้งานของห้องสมุดหอจดหมายเหตุพิพิธภัณฑ์และหน่วยงานที่ทำธุรกิจหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรเหล่านี้ (เช่นซัพพลายเออร์, สถาบันการเผยแพร่และรัฐบาล) ISIL ระบุองค์กรหรือหนึ่งในหน่วยงานใต้บังคับบัญชาของตนตลอดชีวิตของมัน ในบางกรณีเช่นเมื่อองค์กรมีระดับการเปลี่ยนแปลงการบริหารอย่างมีนัยสำคัญ (เช่นการควบรวมกิจการกับองค์กรอื่น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้การเปลี่ยนชื่อเป็นตัวระบุ ISIL ใหม่สามารถจัดสรร
ตั้งแต่ ISO 15511: 2009 จะช่วยให้การใช้รหัสที่มีอยู่จะรวมอยู่ใน ISIL ก็เป็นไปได้ว่าองค์กรให้สามารถมีมากกว่าหนึ่ง ISIL แต่เจตนาของมาตรฐาน ISO 15511: 2009 คือการลดจำนวนของรหัสใด ๆ ในห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์เก็บหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับหน่วยการบริหารหรือหน่วยงานผู้ใต้บังคับบัญชาทำหน้าที่ตนเอง

เลข DOI [Digital Object Identifier]

ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)

ความหมาย


ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) (อังกฤษ: Digital Object Identifier: DOI) เป็นตัวบ่งชี้ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล หรือทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอกสารดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นรหัสทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล  คล้ายกับเลข ISBN หรือ ISSN แต่มีความแตกต่างที่ รหัสทรัพยากรสารสนเทศ หรือ DOI  มีความซับซ้อนมากกว่า โดยมีเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงไฟล์ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลจากรหัส DOI  ได้  มีการจัดการฐานข้อมูล metadata และการอ้างถึง แต่เลข ISBN และ ISSN ไม่สามารถทำได้ ซึ่งตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) นั้นเป็นตัวบ่งชี้ถาวรของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล (Permanent Identifier) หรือ Persistent Identifier โดยรหัสนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ที่ใช้จัดเก็บ (Location) หรือสิทธิการเป็นเจ้าของทรัพยากรสารสนเทศนั้น และปัจจุบันได้รับมาตรฐานสากล ISO 26324: 2012 Information and documentation แล้ว

ประวัติความเป็นมา

ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)  หรือ DOI เกิดจากความร่วมมือของสมาคมสำนักพิมพ์แห่งสหรัฐอเมริกาที่ต้องการมาตรฐานการให้รหัสของเอกสารดิจิทัล ร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น International Publishers Association; International Association of Scientific,Technical and Medical Publishers; Association of American Publishers โดยได้ก่อตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรเรียกว่า มูลนิธิ DOI เรียกว่าThe International DOI® Foundation (IDF) ในปี 1977
ต่อมา IDF ได้ทำงานร่วมกับองค์กร CNRI ( Corporation for National Research Initiatives) ในการพัฒนาระบบ Handle System เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญทางเทคนิคของระบบ DOI 
ในปีต่อมาคือ 1998-2000 IDF ร่วมกับ Indecs project ได้กำหนด Indecs framework เป็น Data model  องค์กรที่เป็น Registration Agency แห่งแรกเริ่มขึ้นในปี 2000 โดยการเชื่อมโยงบทความวารสารเรียกว่า CrossRef Registration Agency
ส่วน DOI syntax เป็นมาตรฐาน ISO ตาม A National Information Standards Organization (US) standard, ANSI/NISO Z39.84-2010 ต่อมาระบบ DOI ได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสากล  ISO 26324:2012 : Information and Documentation ในปี 2012

องค์ประกอบของระบบ DOI

องค์ประกอบของระบบ DOI  ประกอบด้วยการทำงานของ 4 ส่วนหลักร่วมกัน ได้แก่
1. Numbering  Schema หรือ Syntax   โดยประกอบไปด้วยสองส่วน  คือ Prefix   และ Suffix
  • Prefix คือ คำนำหน้าชื่อของตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)  โดยทุกรหัสต้องขึ้นต้นด้วยหมายเลข 10 เสมอและถูกระบุตามลำดับที่ได้รับจากการสมัครสมาชิกกับ Registration Agencies (RA)
  • Suffix คือ ส่วนที่สองของตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)  ซึ่งใช้ระบุตัวตนของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล โดยหน่วยงานที่เป็นสมาชิกเป็นผู้กำหนด หรือหน่วยงานที่ทำข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เป็นสมาชิกเป็นผู้กำหนดภายใต้ข้อตกลงกับหน่วยงานที่เป็นสมาชิก หรือผู้ที่ลงทะเบียนขอรหัสเป็นผู้กำหนด และส่วน Suffix สามารถใช้งานร่วมกับเลขมาตรฐานสากลอื่นๆ เช่น ISBN หรือ ISSN ได้
ตัวอย่างตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)
  • 10.200/1123.56.87
  • 10.3000/ISBN.974-572-862-8
  • 10.4000/ISSN.1953-8745
  • 10.5000/NRCT.2012.01.06.77895
2. Policies   โดยใช้ business model  ของแต่ละ registration agencies   
การกำหนดนโยบายและโมเดลทางธุรกิจนั้นอยู่กับรูปแบบและวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งแต่ละ Registration Agency  ของ DOI  เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน  ยกตัวอย่างเช่น  CrossRef  เป็น RA ที่เน้นให้บริการของหมายเลข DOI  ทางด้านงานวิจัย  วารสาร  ดังนั้นนโยบายและโมเดลทางธุรกิจ จึงมุ่งเน้นทางด้านการให้บริการการค้นหาฐานข้อมูลงานวิจัย  มีระบบสนับสนุนทางด้านการซื้อขายเอกสารผลงานวิจัย
3. Internet Resolution 
การทำ Resolution  เป็นขั้นตอนการป้อน DOI name เข้าสู่ระบบ DOI  และทำให้ได้ DOI  Resolution Record
4. Data Model เป็น Metadata Tool  ประกอบด้วย Data  Dictionary  และ Framework Data Model คือ โครงสร้างของข้อมูลที่ใช้อธิบาย และจัดการข้อมูล ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล และข้อบังคับของข้อมูลในระบบมาตรฐาน ISO 26324 กล่าวว่าพจนานุกรมข้อมูล (Data  Dictionary) ที่ใช้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลสำหรับองค์ประกอบทั้งหมดของข้อมูลและค่าอนุญาต (รายการซึ่งอาจจะใช้เป็นค่าของแต่ละองค์ประกอบ) ที่ใช้ใน DOI ข้อกำหนด metadata จะช่วยให้ความหมายภายในอภิปรัชญาขององค์ประกอบทั้งหมด metadata จะสามารถใช้ลงทะเบียนและให้วางแผนเพื่อสนับสนุนการรวมข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล

วัตถุประสงค์ของการกำหนดตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)

วัตถุประสงค์ของการกำหนดตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)  คือ เพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของเอกสารดิจิทัล (uniqueness) มีการจัดการระบบโดยใช้ handle (resolution) มีการใช้งานร่วมกัน (interoperability) และความคงที่ของข้อมูล (P0ersistence) การกำหนดรหัสประจำของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลจึงทำให้เกิดความสะดวกในการค้นคืนสารสนเทศ การสร้างระบบเชื่อมโยงสารสนเทศดิจิทัล การปรับสารสนเทศดิจิทัลเพื่อธุรกิจ เช่น การซื้อ ขาย การจัดเก็บ และเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลในระยะยาว โดยไม่เสียเวลาในการเปลี่ยนสถานที่จัดเก็บ และให้ความสะดวกในการรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ และการวิจัย โดยสามารถแยกรายละเอียดออกได้ดังนี้
1. ด้านการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญา
องค์กรสามารถกำหนดตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) ให้กับทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่าขององค์กร โดยการกำหนดประเภทของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่ต้องการจัดเก็บไว้เพื่อใช้ในระยะยาว เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ รายงานการวิจัย รายงานประจำปี บทความและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2. ด้านการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) สามารถใช้ทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แก่สำนักพิมพ์ในการซื้อขายทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลตามมาตรฐานสากลในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลนั้น ตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของสำนักพิมพ์ เสมือนเป็นรหัสสินค้าของเอกสารดิจิทัลนั้นที่มีระบบการค้าขายออนไลน์
3. ด้านการปกป้องลิขสิทธิ์และป้องกันการโจรกรรมข้อมูล
การจดทะเบียนตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ)  เป็นเสมือนการจดทะเบียนลิขสิทธิ์เอกสารหรือทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล เนื่องจากมีการลงรายการเมทาดาทา (metadata) ของเอกสารดิจิทัลนั้น ซึ่งมีรายละเอียดของชื่อผู้แต่ง/ผู้รับผิดชอบ ชื่อเรื่อง สำนักพิมพ์ ปีที่จัดพิมพ์และรายละเอียดทางบรรณานุกรมอื่นๆ ดังนั้นการที่เอกสารดิจิทัลมีรหัสประจำจึงช่วยให้เจ้าของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลได้รับสิทธิ์การเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิความเป็นเจ้าของนั้น 
4. ด้านความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล
การสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลและเครื่องมือช่วยค้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นจากชื่อผู้เรียน ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง หรือคำสำคัญ จะช่วยแสดงผลเป็นการโยงถึงตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) นั้น การมีรหัสประจำทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลจึงช่วยในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งอาจเป็นการเข้าถึงวารสารอิเล็กทรอนิกส์ทั้งเล่ม หรือการเข้าถึงเฉพาะบางบทความที่มีการกำหนดตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) ของแต่ละบทความ หรือหนังสือของแต่ละบท เป็นต้น
5. ด้านมาตรฐานเปิด (open standard)
การใช้มาตรฐานเปิด (Open Standard) เพื่อการอ้างถึงสารสนเทศตามมาตรฐานสากล การจดทะเบียนตัวระบุวัตถุดิจิทัล (ดีโอไอ) ช่วยให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการเขียนรายการบรรณานุกรมและการอ้างถึงทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลตามหลักมาตรฐานสากล ซึ่งทำให้ทราบจำนวนทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลในแต่ละสาขาและการเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละชื่อเรื่องที่คล้ายคลึงกัน


ที่มา :
           www.doi.org
           http://jusci.net/node/2814
           http://www.snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?p=13301


วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

RDA (Resource Description and Access)

          เนื่องจากปัจจุบันทรัพยากรสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเดิมที่เป็นรายการสิ่งพิมพ์และรายการโสตทัศนวัสดุมาเป็นสื่อดิจิทัล ซึ่งวิธีการเข้าถึงสื่อดิจิทัลมีรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม จึงได้มีแนวความคิดของการลงรายการบรรณานุกรมรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศทั้งในรูปของสื่อดิจิทัลและสื่อในรูปแบบเดิมได้ ซึ่งก็คือมาตรฐาน RDA (Resource Description andAccess)
          มาตรฐาน RDA เป็นมาตรฐานการลงรายการรูปแบบใหม่ที่จะมาแทนที่มาตรฐานการลงรายการ AACR2 พัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2540 โดยความร่วมมือของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน สมาคมห้องสมุดแคนาดา และสมาคมวิชาชีพห้องสมุดและสารสนเทศ ซึ่งมีโมเดลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงรายการบรรณานุกรม คือโมเดลการลงรายการบรรณานุกรมข้อมูลที่เรียกว่า Functional Requirements for Bibliographic Records หรือเรียกคำย่อว่า ฟีเบอร์ (FRBR) สำหรับรองรับการลงรายการข้อมูลได้ทุกรูปแบบทั้งเอกสารสิ่งพิมพ์และไฟล์ดิจิทัล และโมเดลการลงรายการบรรณานุกรมข้อมูล FRAD (Functional Requirements of Authority Data) ประกอบด้วย Bibliographic entities, Name and/or Identifier และ Controlled access points และนอกจากนี้การลงรายการบรรณานุกรมของมาตรฐาน RDA ยังสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐาน MARCได้ โดยการเพิ่ม Tag การลงรายการให้สอดคล้องกับการสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต
          มาตรฐานการลงรายการสารสนเทศสื่อดิจิทัลตามรูปแบบ RDA มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดของการอธิบายรายละเอียดของทรัพยากรและวิธีการจัดการสารสนเทศเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลได้ตรงตามความต้องการโดยมีหน้าที่หลัก ดังนี้
               1. การค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ (Find)
               2. การระบุหรือชี้บอกถึงข้อมูลที่ต้องการ (Identify)
               3. การคัดเลือกข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ (Select)
               4. การได้รับข้อมูลที่ต้องการ (Obtain)
          มาตรฐานการลงรายการสารสนเทศสื่อดิจิทัล RDA ประกอบด้วยข้อมูล 3 กลุ่ม ได้แก่
               กลุ่มที่ 1 ชื่อเรื่อง (Title) ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง และประเภทหรือลักษณะของทรัพยากร
แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ Work, Expression, Manifestation และ Item
               กลุ่มที่ 2 ชื่อผู้แต่ง (Author) ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง และองค์กรที่รับผิดชอบในการจัดทำ
ได้แก่ Person และ Corporate body
               กลุ่มที่ 3 หัวเรื่อง (Subject) ประกอบด้วย หัวเรื่อง และสถานที่จัดเก็บ ได้แก่ Concept,
Object, Event และ Place

          RDA คือมาตรฐานใหม่สำหรับการพรรณนาทรัพยากรสารสนเทศและการกำหนดการเข้าถึงในโลก
ดิจิทัล โดยใช้ทั้งเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน และโครงสร้างฐานข้อมูลที่จะมีขึ้นใหม่ และเทคโนโลยีของอนาคต RDA มีพื้นฐานจาก AACR2 โดยมีกลุ่มข้อแนะนำและข้อกำหนดเกี่ยวกับการพรรณนาและการเข้าถึงทรัพยากรที่ครอบคลุมเนื้อหาและสื่อทุกประเภท ซึ่งผ่านการปรับเปลี่ยนจนสามารถประยุกต์ใช้กับกลุ่มสังคมอื่นๆ ที่ใช้ภาษา ตัวอักษร ระบบตัวเลข ปฏิทินและระบบการวัดที่แตกต่างกัน
เนื้อหาของ RDA แบ่งออกเป็น 10 ตอน ดังนี้
               Section 1 Recording attributes of manifestation and item
               Section 2 Recording attributes of work and expression
               Section 3 Recording attributes of person, family, and corporate body
               Section 4 Recording attributes of concept, object, event, and place
               Section 5 Recording primary relationships
               Section 6 Recording relationships to persons, families, and corporate bodies associated
with a resource
               Section 7 Recording the subject of a work
               Section 8 Recording relationships between works, expressions, manifestations, and
items
               Section 9 Recording relationships between persons, families, and corporate bodies
               Section 10 Recording relationships between concepts, objects, events, and
places
          จากสารบัญจะเห็นว่าใน 4 ตอนแรกเป็นเรื่องของ Attributes ใน 6 ตอนหลังจะเป็นเรื่องของ
relationship ซึ่งเป็นการประยุกต์รูปแบบของ FRBR (Functional requirements for bibliographic records)
กับ FRAD (Functional requirements for authority data) ทั้ง 2 รูปแบบนี้เป็นแบบจำลองความสัมพันธ์ของ entity โดยมีจุดเริ่มต้นที่ผู้ใช้และความต้องการของผู้ใช้ความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลทางบรรณานุกรม ได้แก่
              1. ค้นพบ (Find) คือการพบ entities ที่สนองตอบการสืบค้นของผู้ใช้
              2. ระบุตัวตน (Identity) คือการระบุตัวตนของ entity เป็นการยืนยันว่า entity ที่พบคือ entity ที่กำลังหา หรือเพื่อจำแนกระหว่าง entities ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
              3. คัดสรร (Select) คือการเลือกสรร entity ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้ และทิ้งส่วนที่ไม่ต้องการออกไป
              4. ได้รับ (Obtain) คือการได้รับหรือเข้าถึง entity ที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น จัดซื้อ ขอยืม หรือเข้าถึงผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
          ในส่วนของ FRAD ก็จะคล้ายคลึงกันเพียงแต่ข้อที่ 3, 4 ของ FRAD เป็น Contextualize และ Justify
                  Contextualize คือการวาง บุคคล นิติบุคคล งาน ฯลฯ ลงไปในบริบท (context) แสดงความชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นิติบุคคล งาน ฯลฯ หรือแสดงความชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล นิติบุคคล ฯลฯ และชื่อซึ่งทำให้บุคคล นิติบุคคล ฯลฯ เป็นที่รู้จัก
                  Justify คือการบันทึกเหตุผลของผู้กำหนดข้อมูลรายการหลักฐานที่เลือกชื่อ หรือรูปแบบของชื่อที่จะเป็นจุดเข้าถึงที่ได้รับการควบคุม (controlled access point)
          FRBR และ FRAD เป็น models ที่เหมาะสมสำหรับการเป็นตัวแทนลักษณะสามัญของข้อมูลทาง
บรรณานุกรมและรายการหลักฐาน entities attributes และ relationships เป็นวิธีที่มีประโยชน์ต่อการจัดรูปและเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับบรรณานุกรม models ของ FRBR เป็นการนำกรอบที่เป็นระบบและต่อกันได้สนิทเพียงพอที่จะทำความเข้าใจกับลักษณะสามัญของข้อมูลข้างต้น นอกจากนี้กรอบดังกล่าวยังได้ให้ศัพท์สามัญและภาษาแทนความคิดรวบยอดที่ยอมรับได้ในระดับนานาชาติ

การใช้ RDA ในการลงรายการ
          ผู้ลงรายการที่ต้องการใช้ RDA ในการลงรายการสามารถศึกษากฎหรือข้อกำหนดต่างๆ ได้จาก RDA Toolkit ซึ่งเผยแพร่ออนไลน์ คู่มือนี้จะให้เนื้อหาสมบูรณ์ของมาตรฐานรวมทั้งเอกสารเพิ่มเติมอื่นๆ จำเป็นต่อการลงรายการ เช่น AACR2 ฉบับเต็ม FRD หรือ Entity Relationship Diagram ข้อควรคำนึงอีกประการหนึ่งคือ การเข้ารหัส (encoding) และการแสดงผลข้อมูลของ RDA ที่จะต้องปรากฏอยู่ร่วมกันกับข้อมูลของ AACR2 ในบัญชีรายการ (catalogs) เดียวกัน ประการสุดท้ายก็คือการเริ่มต้นเปลี่ยนจากระบบเดิมมาใช้ RDA จะช่วยสร้างความร่วมมือในระหว่างผู้ใช้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ปัญหาต่างๆ จากการใช้จะถูกนำมาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อปรับปรุงมาตรฐานให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้บรรณารักษ์ในที่ต่างๆ ได้มีโอกาสร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดแม้จะอยู่ห่างกันทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เพื่อการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพของผู้ใช้สารสนเทศนั่นเอง

ประโยชน์ที่ได้รับ
           1. ได้รับความรู้เกี่ยวกับ AACR2 และ MARC21 รวมทั้ง AACR2 และ MARC21 ในส่วนที่มีการ
เปลี่ยนแปลง
           2. ได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน RDA ซึ่งเป็นมาตรฐานการลงรายการรูปแบบใหม่ที่จะมาแทนที่มาตรฐานการลงรายการ AACR2
           3. ได้มีโอกาสอภิปราย และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกับผู้ปฏิบัติงานร่วมวิชาชีพ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Adobe Audition (โหลดโปรแกรม Audition ตัดต่อเสียง อัดเสียง)

Adobe Audition (โหลดโปรแกรม Audition ตัดต่อเสียง อัดเสียง) : โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนาให้นำมาใช้งานในด้านของเสียง หรือออดิโอ อาทิเช่น การอัดเสียง การตัดต่อเสียง การแก้ไขเสียง เพิ่มเสียงหนัก เสียงเบา หรือเอฟเฟคต่างๆ เยอะแยะมากมายในการใช้งาน สำหรับโปรแกรมนี้มีนามว่า Adobe Audition ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับ โปรแกรม Adobe Premiere Pro หรือ โปรแกรม Adobe After Effects จัดอยู่ในหมวดของ Adobe Creative Cloud ที่ทาง Adobe ได้พัฒนาออกมาใหม่ในตอนนี้นั้นเอง และหากถามว่ามันแตกต่างจาก โปรแกรมแต่งเพลง ตัวอื่นยังไง ต้องบอกว่า โปรแกรมตัดต่อเสียง Adobe Audition ตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษแถมเข้ามาด้วย จะเห็นได้ว่า {โปรแกรมมิกซ์เพลง} ตัวเก่าๆ จะทำได้แค่เพียงการตัดเสียง ต่อเสียง หรือการปรับเสียงดนตรีต่างๆ ภายในเพลงนั้นๆ อาทิเช่น เสียงเบส เสียงกีต้าร์ เสียงคนร้อง หรือเสียงกลองเป็นต้น แต่โปรแกรมนี้สามารถทำได้มากกว่านั้น โดยการนำไฟล์รูป หรือไฟล์วีดีโอเพื่อนำมาประกอบในการมิกซ์เสียงได้ด้วย เรียกได้ว่าไม่มีโปรแกรมตัดต่อเสียงตัวใดทำได้ละเอียดเท่าตัวนี้มาก่อน
นอกจากการทำงานที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว โปรแกรม Adobe Audition ตัวนี้ยังมีการออกแบบตัวโปรแกรมให้มีหน้าตาที่น่าใช้งานกันอีกด้วย หากคุณกำลังแต่งเพลงอยู่ และต้องการทราบว่าเพลงที่ได้แต่งไปแล้วเป็นยังไงบ้าง โปรแกรมนี้ก็มีรูปแบบของเครื่องเล่นเพลงมาให้ภายในโปรแกรม จึงสามารถฟังเพลงที่คุณทำการมิกซ์อยู่ได้แบบเรียวไทม์เลย และที่สำคัญโปรแกรมนี้ยังถูกออกแบบมาให้สามารถปรับแต่งไฟล์ออดิโอได้มากกว่า 2 ไฟล์พร้อมกัน ในการนำไฟล์เข้ามาใช้งานก็ทำได้ง่าย เพียงการดึง และลากมาใส่โดยตรงภายในแถบไฟล์พาแนล (Tap File Panel) หรือจะกดที่เมนูในส่วนบนของโปรแกรมก็ได้เช่นกัน ในการใช้งานโปรแกรมนี้ขอแนะนำ ให้คุณ ซื้อ Adobe ของแท้ มาใช้งานกันจะดีกว่า เพราะหากมีการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ ในการทำงาน คุณก็สามารถอัพเดทได้ทันทีก่อนใคร ไม่ต้องเสียเวลาหาคีย์ใหม่หรือลงโปรแกรมใหม่ให้ยุ่งยากและเสียเวลากันเลย